• 4 ธันวาคม 2018 at 14:53

ขับเคลื่อนความสุขไปกับมาสด้าCX-5ในดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน 

ประสบการณ์การเดินทางที่แสนจะคุ้มค้าไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไรเราพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยังกับมาสด้า CX-5 ในดินแดนที่สวยงาม ต่อจากครั้งที่แล้วเรายังมีเวลาขับรถเที่ยวในประเทศนอร์เวย์อีก 3 วัน 

จากเมือง Trondheim – Atlantic Road –Leikanger

เราตื่นกันแต่เช้าหลังจากมีเวลาเดินชมเมือง Trondheim  กันได้ประมาณนึงเราก็ต้องออกเดินทางกันต่อ โดยจุดหมายปลายทางอยู่ที่เมือง Leikanger และจุดไฮไลท์ในวันนี้จะมีความงดงามระดับมาสเตอร์พีชเลยทีเดียว นั่นก็คือ Atlantic Ocean Road ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเส้นทางที่สวยที่สุดในโลกก็ว่าได้และคงจะเป็นโชคดีของพวกเราในทริปมาสด้าที่ได้มีโอกาสมาเยือนสถานที่แห่งนี้ เพราะยิ่งถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในการขับรถเที่ยวแล้วหละก็มาถึงนอร์เวย์แล้วไม่แวะมาเที่ยวที่นี่ถือว่าพลาดมาก 

อยากพูดถึงถนน Atlantic Ocean ให้ฟังกันก่อนว่า ที่นี่เปิดอย่างเป็นทางการในปี 1989 จากความพยายามในการเอาชนะธรรมชาติ เพราะคลื่นลมแรงในทะเล ทำให้การคมนาคมทางเรือได้รับความเสียหาย ด้วยเหตุนี้ทางการนอร์เวย์ จึงตัดสินใจระดมสมองนักวิศวกรระดับพระกาฬ เพื่อมาออกแบบและสร้างถนนเชื่อมต่อแผ่นดินใหญ่จาก Eide นอร์เวย์ ข้ามเกาะแก่งต่างๆ ไปยังเกาะ Averøy ที่อยู่ ณ ปลายสุดของเส้นทาง มีสะพานข้ามเกาะทั้งหมด 7 สะพาน และมีจุดแวะพักทั้งหมด 4 จุด ระยะทางเกือบ 10 กิโลเมตร การขับรถบนเส้นทางนี้จะปลุกทุกประสาทสัมผัสตื่นเต้นตลอดเวลาเพราะเราจะขับรถอยู่บนทางที่สองข้างทางเป็นหมาสมุทรแอลแลนติค ตัวสะพานมีรูปร่างคดเคี้ยวบิดไปบิดมากสูงต่ำไปตามหมู่เกาะเล็กๆ ถึง 17 เกาะ

ในระหว่างที่น้องแน็ตกำลังขับรถอย่างช้าๆ ขึ้นสะพานอยู่นั้นเราก็ยกกล้องขึ้นมากดชัตเตอร์ไปเรื่อยๆ จนถึงที่บริเวณจุดพักที่ทำไว้ให้นักท่องเที่ยวได้เดินลงไปชมความงามของถนนเส้นนี้ แต่เนื่องจากวันที่เราไปนั้นมีฝนตกและลมแรงมากเราจึงใช้เวลาไปมากนักที่จะลงไปเก็บภาพแห่งความทรงจำนี้ไว้เป็นที่ระลึก ก็ต้องเคลื่อนขบวนกันต่อ และนี่เองคงจะเป็นจุดหนึ่งที่ใครก็อยากจะมาสัมผัสกันสักครั้งก่อนตาย ต้องบอกว่ามันสวยจริงๆ ค่ะ ถ้ามีโอกาสคงจะได้กลับมาเส้นทางนี้อีกครั้ง The Atlantic Ocean Road หรือ the Atlantic Road ที่ได้รับรางวัลยกย่องให้เป็น “Norwegian Structure of The country” และเป็นหนึ่งในถนนที่สวยงามที่สุดในโลก และถนนเส้นนี้ถูกจัดให้เป็น National Tourist Route มรดกทางวัฒนธรรม อีกด้วย ต้องขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Atlantic_Ocean_Road

ช่วงกลางวันเราขับมาแวะทานอาหารกลางวันเป็นอาหารไทยสุดยอดเลยค่ะได้ทานข้าวสวยร้อนๆ แล้ว หลังจากกินอาหารที่จะทำให้เราฉลาดมาหลายมื้อแล้วก็คือปลานั่นเอง มื้อนี้จึงเป็นโบนัสสำหรับชาวคณะกันเลยทีเดียว ทานอาหารกันเสร็จก็ต้องออกเดินทางกันต่อ Mazda CX-5  จอดเรียงกันอยู่ในที่จอดเป็นแบบอุโมงค์ที่นี่เค้าออกแบบที่จอดรถได้ดีจริงๆ ใช้ทุกส่วนให้เป็นประโยชน์ที่สุด แล้วเราก็ออกเดินทางกันต่อเพื่อจะเข้าไปพักที่เมือง Leikanger เป็นโรงแรมเล็กๆอยู่ติดทะเล กว่าเราจะมาถึงก็เกือบ 3 ทุ่มกันแล้ว โรงแรมไม่มีลิฟท์ต้องยกกระเป๋าขึ้นไปเองอันนี้ก็ต้องมีบ้างนะคะสำรรับการท่องเที่ยวแบบนี้ถ้าเป็นเมืองใหญ่ๆก็จะมีเกือบทุกโรงแรม ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางที่ยาวนานทานข้าวกันเสร็จก็รีบขึ้นนอนชาร์ตแบ็ตเพื่อวันรุ่งขึ้นเราจะได้ไปต่อกันแบบสบายๆ 

Leikanger – Flam – Bergen

เช้ารุ่งขึ้นตื่นขึ้นมาพร้อมกันเม็ดฝนกันเลยทีเดียววันนี้เราจะได้ไปล่องเรือชมกาเซียกัน เส้นทางที่เราจะไปกันในวันนี้ก็ยังคงต้องขับรถไปข้ามเรือเหมือนเดิม ระหว่างทางนั้นเราได้เห็นหิมะที่เกาะคลุมอยู่บนยอดเขาซึ่งก็มีละลายบางน้ำที่ไหลลงมานั้นแรงมากและสวยมากด้วยดูแล้วเหมือนจะน่ากลัวไหลลงมาโดนรถเราแต่ด้วยมีทางระบายน้ำที่ดีน้ำที่ไหลลงมานั้นเมื่อตกลงมาก็จะไหลไปลงทะเลทันที่ไม่มีน้ำกักขังให้เห็นเลย เวลาเราขับรถกันในประเทศนอร์เวย์นั้นเราก็จะขับลอดอุโมงค์อยู่กันจนจำไม่ไหวว่าลอดมากี่ครั้งแล้วเพราะมันมีอยู่ในทุกๆ

เส้นทางของถนน แต่มีอยู่อุโมงค์หนึ่งในวันนี้ที่เราจะต้องขับผ่านเส้นทางที่เราจะไปเที่ยวที่ Flam มีความยาวถึง 24.5 กิโลเมตร  เป็นอุโมงค์ยาวที่สุดในโลก ใช้เวลาเจาะภูเขา 5 ปี ใช้งบ ห้าแสนล้านโครน อุโมงค์นี้อยู่ที่เมือง Aurland เป็นครั้งแรกที่ขับรถลอดอุโมงค์ยาวขนาดนี้ นี่หละค่ะการเดินทางมักทำให้เราได้พบเจออะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ

หลังจากขับลงเรือขึ้นเรือกันอยู่สักพักเราก็มาถึง   เมือง Flam หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ฟยอร์ด แลนด์ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ด้านในสุดของ Aurlandsfjord ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะของนำแข็งไหลลงมาเป็นแอ่งน้ำกลายเป็นฟยอร์ดขนาดใหญ่ และเป็นที่ตั้งของ Flam Railway ฟยอร์ด เกิดจากธารน้ำแข็งที่กัดเซาะชายฝั่งผืนดินให้เป็นเว้าแหว่ง และเมื่อธารน้ำแข็งละลาย น้ำทะเลเข้ามาแทนที่กลายเป็นฟยอร์ด เรามาที่นี่ก็เพื่อจะนั่งเรือสำราญสุดหรูนำเราไปชมความงามของ ฟยอร์ด (Fjord) ความหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะแผ่นดินของธารน้ำแข็งปีแล้วปีเล่า เป็นเวลาหลายล้านปีก่อน การไปขึ้นเรือไปชมฟยอร์ดนี้ ต้องไปให้ทันรอบของเรือที่กำหนดด้วยโชคดีที่คณะของเราไปทันรอบเช้า 

โปรแกรมล่องเรือชมความงดงามของธารน้ำที่คดเคี้ยวเราต้องใช้เวลาล่องเรือประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อจะชมธารน้ำตก และธารน้ำแข็งกลาเซียร์ที่ยังปรากฏเป็นผืนแผ่นขาวบนทิวโตรกเขา 2 ฟากฝั่งซึ่งอากาศทั้งหนาวเย็นและรวมกับมีฝนเม็ดเล็กๆ ตกลงมาอยู่ร่วมตลอดเวลา จึงทำให้พวกเรามารวมตัวในภายในห้องโดยสารเรือกันก่อน

  

ตัวเรือจะมีขนาดใหญ่มากดูหรูหรามีอาหารเครื่องดื่มบริการกันถึงบนเรือ เมื่อนักท่องเที่ยวขึ้นไปครบจำนวนบัตรโดยสารเรือก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากท่าเรือล่องผ่านทิวทัศน์วสองข้างทางที่เต็มไปด้วยขุนเขาสูงสลับซับซ้อน นี้ คือ การล่องเรือชม ซองน์ฟยอร์ด (Sogne Fjord) ที่ได้ชื่อว่า เป็น King of Fjord ที่สวยงามที่สุดในนอร์เวย์ มีความยาวถึง 204 กม.จากทะเลเข้ามาในแผ่นดินค่ะ เราได้เห็นบริเวณริมน้ำเชิงเขามีบ้านเรือนหลังเล็กๆปลูกสร้าง เรียงรายไปตามเนินแนบขนานธารน้ำเหมือนที่เราเคยเห็นในหนังแบบพวกเทพนิยายอะไรประมาณนั้นไม่มีผิด 

เมื่อเม็ดฝนเริ่มหายไปทีนี้ก็ถึงเวลาของเหล่านางแบบนายแบบที่รีบออกไปยังด้านนอกของเรือเพื่อที่จะไปหามุมสวยๆ ถ่ายรูป มีทั้งถ่ายหมู่ ถ่ายเดียว กันจนลืมความหนาวเย็นไปชั่วขณะทั้งๆ ที่ด้านนอกนั้นมีลมพัดแรงมากแต่ด้วยสถานที่แล้วมันจูงใจให้เราต้องทนกับความเย็นแล้วออกไปเดินเฉิดฉายกันอยู่ด้านนอกถ่ายรูปกันสนุกสนานไปเลย

   

พอขึ้นจากเรือเราก็ไปทานข้าวกันที่ร้านอาหารภายใน Farm เป็นแบบบุฟเฟ่ มีอาหารหลากหลายให้เลือก และสุดท้ายก็ไปจบกันที่การเดินช้อปปิ้งสิ้นค้าของนอร์เวย์ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นของฝากเล็กๆ ราคาพอจับต้องได้ และคนเขียนเองได้เสื้อกันหนาวมา 1 ตัว กันหนาวได้ดีทีเดียว   แล้วเราก็เดินทางกันต่อไปยังเมือง Bergen 

Bergen นั้นเป็นเมืองท่าโบราณ ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองของนอร์เวย์ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของประเทศ เป็นเมืองที่มีความสวยงามของอาคารต่างๆ ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีตั้งเเต่สมัยศตวรรษที่ 18 โดยทั้งหมดจะเป็นบ้านไม้ที่มีความสวยงามอย่างมาก โดยได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองเเห่งเจ็ดขุนเขาของนอร์เวย์ เพราะด้วยที่ตั้งที่รายล้อมไปด้วยภูเขาสูงที่มีความงดงาม เเละมีเส้นทางเดินป่า เเละเล่นสกีมากมายในฤดูหนาว

เมือง Bergen นั้นก็มีทั้งในส่วนของท่าเรือฮันเซียติก ซึ่งเป็นท่าเรือโบราณที่มีความสวยงามเเละได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นถึงบรรยากาศในวันเก่าๆ ของเบอร์เกน โดยบริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์มากมายหลายเเห่งด้วยกัน  พี่พักของเราอยู่ไม่ไกลกับจุดท่องเที่ยวมากนักซึ่งฝั่งตรงข้ามโรงแรมเราจะเห็นบ้านที่สร้างด้วยไม้และทาสีสดใสอยู่ไม่กี่หลังที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ มีทั้งหมดประมาณ 60 กว่าหลัง ด้วยความสวยงามดังกล่าวจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเราก็ต้องไปถ่ายรูปคู่กับตัวเราไว้ซะหน่อย 

 

เราใช้เวลาเดินเที่ยวในเมืองกันสักพักก็เดินกลับไปยังที่พักเพื่อรับประทานอาหารค่ำและ  Bergen เองก็เป็นอีกเมืองที่เราเคยฝันไว้อยากมาแล้วก็ได้มาแล้วแต่น่าเสียดายเราได้อยู่ในเมืองนี้ไม่นานก็ต้องไปแล้วครั้งหน้าถ้ามีโอกาสคงได้กลับมาสำรวจที่ท่องเที่ยวกันใหม่แบบทุกซองทุกมุมกันไปเลย

มาถึงวันสุดท้ายของการขับรถเทียวในประเทศนอร์เวย์ จุดหมายปลายทางในวันนี้จาก 

Bergen – Oslo ระยะทาง 460 กิโลเมตร

ตื่นเช้ามาด้วยอากาศเย็นและยังมีฝนเล็กน้อย ในช่วงที่เรามาเที่ยวที่นอร์เวย์เป็นช่วงปลายฝนที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาวจึงต้องโดยฝนบ้างเป็นระยะๆ เรากำลังจะกลับไปที่เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์เพื่อเตรียมตัวกลับบ้านกันแล้ว

แต่ระยะทางอีก 460 กิโลเมตร ข้างหน้านี้จะมีอะไรให้เราได้เซอร์ไพรส์กันอีกไหมก็คงต้องรอดูเราคุยกันในรถสำหรับทีมรถเบอร์ 8 เพราะมาครั้งนี้ ได้เจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาตลอดเส้นทาง คิดกันยังไม่ถึงไหนขับกันมาสักระยะพระเจ้าเรารู้สึกได้เลยว่าเส้นทางที่เรากำลังมุ่งหน้าอยู่นั้นต้องเจอกันหิมะแน่ๆ เพราะเม็ดฝนที่เราเห็นมาปะทะกับหน้ารถของเรานั้นทีแท้ก็คือหิมะเม็ดเล็กๆ ที่กำลังโปรยปรายลงมานั่นเอง ขับไปเรื่อยๆ

สายตายก็ค่อยๆ เห็นหิมะเยอะขึ้นเรื่อยๆ สารอรินรีนในตัวก็เริ่มหลังสารของความดีใจออกมาความรู้สึกตื่นเต้นเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างไม่คาดฝัน หิมะเริ่มตกลงมามากขึ้นจนเราทำขับกันแบบช้าๆ แต่ด้วยรถยนต์ Mazda CX-5 ของเรานั้นขับเคลื่อนด้วยระบบ 4 ล้อ ระบบช่วงล่างที่เกาะถนนไม่ว่าเราจะอยู่ในสภาวะอากาศแบบไหน ลุยหิมะก็ได้ไม่ได้มีปัญหาแต่เราก็ขับกันด้วยความระมัดระวัง

เราก็ฝ่าฟันกันจนไปถึงที่หมายได้อย่างสบาย ระหว่างทางเรายังได้ลงไปสัมผัสกับหิมะกันอย่างสนุกสนานแบบลืมหนาวค่ะ แบบนี้สิค่ะที่เขาเรียกว่าโชคมักจะเข้าข้างการเดินทางของเราชาวมาสด้าเสมอ ไม่ว่าการเดินทางของเราจะไปอยู่ในประเทศอะไรที่มาสด้าเคยจัดมาในปีก่อนๆ เราก็มันจะได้เห็นสิ่งที่ไม่คาดฝันเปิดขึ้นเสมอ 

เข้าเมือง Oslo

และการเดินทางของเรากับรถยนต์มาสด้าทั้ง 9 คันก็มาถึงจุดหมายปลายทางที่เมือง Oslo เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์ด้วยความปลอดภัย ทั้งนี้ต้องขอชมรถยนต์ Mazda CX-5 ที่พาเรามาตลุยกันถึง 6,000 กว่า กิโลเมตร ที่แฝงไปด้วยการความเร้าใจตลอดเส้นทาง อากาศที่เปลี่ยนแปลงทุกวันแต่เราก็ผ่านกันมาได้ไม่ว่าจะเจอฝน ลมหนาว หิมะ และแถมต้องขับรถพวงมาซ้ายอีกด้วยที่ตอนแรกๆ ของการขับก็อาจจะยังไม่คุ้นเคยแต่พอผ่านมาหลายวันก็เริ่มเข้ามือขับเปลี่ยนมือกันแบบสบายๆ

  

พวกเราสนุกกันสุดๆ ไปเลยค่ะ

มาถึงวันนี้แล้วอยากจะบอกว่าคงไม่ต้องพิสูจน์อะไรมากมายอีกแล้วกับรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นที่เราเคยขับไปเที่ยวมาทุกมุมโลก สิ่งที่เราเก็บมาเล่าให้ฟังนั้นคงเป็นการการันตีได้ว่า มาสด้านั้นขับไปที่ไหนก็ได้ในโลกใบนี้ถ้ายังมีเส้นทางให้เราไป ขอบคุณ มาสด้า ที่พาเรามาเปิดประสบการณ์ใหม่ในครั้งนี้มันสุดยอดมากจริงๆค่ะ ขอบคุณ พี่กิตติ จากทรานเอเชีย ที่หาเส้นทางสวยๆ มาให้เราได้เปิดหูเปิดตากัน และสุดท้ายขอบคุณเพื่อนร่วมทางทุกคนที่มาร่วมให้เกิดความสนุกสนานกันครั้งนี้  เราหวังว่ายอดขายรถของมาสด้าจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ และผลิตรถดีๆ แบบ Mazda CX-5 รุ่นนี้ ออกมาให้ผู้บริโภคได้ใช้กันไปนานๆ ค่ะ

 

Story/Photo Nirada Chullopala