• 21 December 2018 at 15:28

Story:Photo

PIYAWAT CHITMA

FORD RANGER RAPTOR 

DNA Ford Performance

ครบถ้วนทุกอณู พร้อมเผชิญทุกเส้นทาง 

เมื่อฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์(Ford Performance) สร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ ด้วยการถ่ายทอดพละกำลังและสมรรถนะอันยอดเยี่ยมลงสู่ “ฟอร์ด เรนเจอร์” ในชื่อใหม่ “แร็พเตอร์” ถือเป็นรถกระบะสายพันธุ์แกร่งที่มีสมรรถนะสูง รวมถึงรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดุดัน ทรงพลัง ฐานล้อที่กว้างรวมถึงยางที่ผลิตขึ้นมาเฉพาะจึงทำให้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง พร้อมกับการได้รับการตอบรับอย่างดี ในเวลาอันรวดเร็ว

ซึ่งถ้าถามผมว่าคิดอย่างไรกับ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ แน่นอนผมต้องบอกว่านี่เป็นการก้าวข้ามความเป็นรถกระบะที่เคยมีมาในตลาดเมืองไทย เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คือกระบะสมรรถนะสูงที่ออกแบบโดย ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ชื่อแห่งความแรงที่สร้างเฉพาะรุ่นที่มีสมรรถนะสูงขึ้นไปอีกขั้นเหนือจากรถตลาดทั่วไปของฟอร์ด เช่น โฟกัส เอสที(Focus ST), ฟอร์ด จีที(Ford GT), ฟอร์ด เชอร์บี้ จีที (Ford Shelby GT350) และ ฟอร์ด เอฟ-150 แร็พเตอร์ (Ford F-150 Raptor)

ผมรู้สึกตื่นเต้นตั้งแต่แรกเห็น รอบคันมีความบึกบึนดูแข็งแกร่งแบบอเมริกันแท้ๆ ชุดกระจังหน้าขนาดใหญ่พร้อมคำว่าฟอร์ดก็เห็นถึงความต่อเนื่องตามแนวเส้นกระจังยาวถึงแก้มด้านข้างขนาดใหญ่ ซึ่งแก้มข้างรถคู่หน้าของ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เป็นแบบใหม่ผลิตจากวัสดุคอมโพสิท ทนต่อการบุบและรอยขีดข่วนที่มักจะเกิดจากการใช้งานออฟโรด นี่คือการออกแบบมาเพื่อรองรับ แล้วหากลองสังเกตเราจะเห็นว่าแก้มข้างรถคู่หน้าจะถูกตีโป่งขยายออกให้มีความกว้างมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อรองรับระยะยุบตัวของโช้คที่เพิ่มมากขึ้นและยางออฟโรดขนาดใหญ่ โดยฟอร์ดบอกว่าการออกแบบนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ฟอร์ด F-150 แร็พเตอร์ ซึ่งเป็นรถกระบะออฟโรดในตระกูลฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์(Ford Performance) คันแรกของโลกจากโรงงาน แล้วโลโก้ฟอร์ดสะกดด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ภาษาอังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์

ชุดกันชนด้านหน้าซึ่งติดกับเฟรมรถได้รับการออกแบบให้มีความทนทาน แผงกันชนด้านหน้ายังมาพร้อมไฟตัดหมอกแบบ LED พร้อมช่องรีดอากาศ ที่ช่วยลดการต้านลมของตัวรถได้เป็นอย่างดี ในกรณีที่ขับในช่วงความเร็วสูง ด้านล่างมีแผ่นกันกระแทกห้องเครื่องยนต์มาให้สะท้อนให้เห็นถึงว่า เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เป็นรถพร้อมลุยในทุกเส้นทางตั้งแต่ออกจากโรงงาน

แล้วถ้าหากเรามาดูถึงมิติตัวรถแล้วเราจะรู้ว่าความใหญ่ไม่ใช่แค่ภาพหลอกตา แต่มันใหญ่จริง เรนเจอร์ แร็พเตอร์มีความสูงถึง 1,873 มิลลิเมตร ความกว้าง 2,180 มิลลิเมตร และความยาว 5,398 มิลลิเมตร ซึ่งในช่วงฐานล้อก็ปรับให้มีความกว้างกว่าเรนเจอร์ โดยช่วงล้อหน้าและหลังกว้างขึ้นเป็น 1,710 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้นเป็น 283 มิลลิเมตร ขณะเดียวกัน ยังมาพร้อมมุมไต่ที่ 32.5 องศา มุมคร่อมที่ 24 องศา และมุมจากที่ 24 องศา หากดูจากมุมจากมุมเงยนี่แล้วเราคงไม่ต้องสงสัย ในเส้นทางออฟโรดที่โหดหินแค่ไหนก็คงไม่ใช่ปัญหา เราลองลุยผ่านทางป่าก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร

ห้องโดยสารของ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมความประณีตขั้นสูงตามดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) ที่ผสานสีสันต่าง ๆ และการเลือกสรรวัสดุที่คงทนและเหมาะสมสำหรับการขับขี่แบบออฟโรดและการใช้งานในชีวิตประจำวัน เบาะที่นั่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการใช้งานการขับขี่แบบออฟโรดความเร็วสูง คอนโซลหน้ารถ เป็นการเดินด้ายสีน้ำเงินและการเลือกใช้วัสดุหนัง แผงหน้าปัดที่มาในรูปแบบที่ดุดันแสดงฟีเจอร์ช่วยเหลือผู้ขับขี่แบบต่าง ๆ พวงมาลัยของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด มาพร้อมกับแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากแม็กนีเซียมน้ำหนักเบาอันเป็นดีเอ็นเอใหม่ของแร็พเตอร์ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วและให้ความรู้สึกสัมผัสตอบสนองได้ดี

ขณะเดียวกัน ดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) มีบทบาทสำคัญในการออกแบบเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เป็นอย่างมาก ซึ่งรวมถึงแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัย On-Centre Marker ที่เป็นแถบสีแดงด้านบนของพวงมาลัย ช่วยให้นักขับออฟโรดทราบถึงตำแหน่งองศาของพวงมาลัยขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้สลักลายโลโก้แร็พเตอร์ลงบนขอบพวงมาลัยด้านล่าง 

แล้วสิ่งหนึ่งทำให้หลงใหลในสมรรถนะของ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คือระบบช่วงล่างและการทรงตัวทั้งในย่านความเร็วต่ำและสูง โดยผู้ออกแบบได้จัดการออกแบบแชสซีใหม่เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูงและทนต่อแรงกระแทกที่อาจเกิดจากการขับขี่โดยเฉพาะระบบกันสะเทือนหลังแบบใหม่รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์และสปริงคอยล์โอเวอร์ช็อคทำให้เพลาเคลื่อนที่อย่างมั่นคง เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ใช้โช้คอัพคู่ด้านหน้าและหลังของ FOX Shox แบบ Position Sensitive Damping (PSD) โช้คอัพผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษโดยใช้ลูกสูบขนาด 46.6 มิลลิเมตร ช่วงล่างถูกออกแบบมาให้มีระยะการให้ตัวของล้อสูงเพื่อความสามารถในการซับแรงกระแทกขณะขับออฟโรด แต่ด้วยระบบบายพาสภายใน (Internal Bypass technology) จึงทำให้การขับขี่บนถนนทางเรียบเป็นไปอย่างนุ่มนวล

 

ความแข็งแรงต้องยกนิ้วให้ด้านข้างของแชสซี (side-rails) เพื่อรองรับแรงกระแทกที่เกิดจากการขับขี่ด้วยความเร็วสูงระบบเบรกทรงพลังโดยการใช้ชิ้นส่วนพิเศษที่ทำขึ้นเฉพาะรุ่นคาลิปเปอร์เบรกคู่หน้าเป็นแบบลูกสูบคู่ ที่เพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขึ้น 9.5 มิลลิเมตร มาพร้อมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อนที่มีขนาดใหญ่ถึง 332 x 32 มิลลิเมตร ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับดิสก์เบรกที่มาพร้อมกับระบบ brake actuation master cylinder ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกให้ดียิ่งขึ้นอีกทั้งยังมีจานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อนขนาด 332 x 24 มิลลิเมตรคู่กับคาลิปเปอร์เบรกใหม่ขนาด 54 มิลลิเมตร

แล้วที่สำคัญคือปีกนกด้านหน้าไม่ใช้เหล็กแต่ฟอร์ดเลือกใช้ปีกนกที่ทำจากอะลูมิเนียม โดยปีกนกบนทำด้วยวิธีการฟอร์จและปีกนกล่างใช้วิธีการหล่อ แข็งแรงน้ำหนักเบา นุ่มนวลรองรับกับแรงกระแทกบนเส้นทางออฟโรดได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยางแบบบ All-terrain BF Goodrich 285/70 R17 ก็ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับเรนเจอร์ แร็พเตอร์โดยเฉพาะเพื่อเสริมสมรรถนะการขับขี่ ยางมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 838 มิลลิเมตร กว้าง 285 มิลลิเมตร 

นอกเหนือจากนี้การลุยหนักๆ ชุดเครื่องยนต์ เพลาขับ จะได้รับการป้องกันอย่างดีจะเห็นว่าฟอร์ดออกแบบแผงกันกระแทกด้านล่างมาอย่างดีผลิตจากเหล็กกล้า (High-strength steel) ที่มีความหนา 2.3 มิลลิเมตร และมีความทนทานสูงตามมาตรฐานของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) แผงกันชนหน้ามาพร้อมกับสีเงินอีกทั้งยังมีชุดกันกระแทกด้านล่างที่ป้องกันเครื่องและระบบส่งกำลัง (Transfer Case) ทั้ง 3 ส่วนนี้ที่ช่วยปกป้องชิ้นส่วนสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหม้อน้ำ ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (Electric Power Assisted Steering - EPAS) ชุดสายพานหน้าเครื่อง (Front End Accessory Drive - FEAD) คานล่างด้านหน้า (Front Cross-Member) อ่างน้ำมันเครื่อง และชุดเฟืองขับส่วนหน้า

สำหรับโหมดการขับ เราสามารถเลือกได้ตามความชอบ ความเหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละครั้ง เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีโหมดให้เลือกทั้งหมด 6 โหมด Normal เน้นความสบาย นุ่มนวล และประหยัดเชื้อเพลิง การเปลี่ยนเกียร์ราบรื่น พวงมาลัยไฟฟ้าอยู่ในโหมด Normal ระบบขับเคลื่อน ใช้ได้ทั้ง 2H, 4H และ 4L  , Sport สำหรับใช้งานบนทางเรียบ ค้างรอบเครื่องยนต์ไว้ที่รอบสูง เพื่อให้ตอบสนองคันเร่งได้ทันใจขึ้น พวงมาลัยไฟฟ้าอยู่ในโหมด Sport ระบบขับเคลื่อนใช้ได้เฉพาะ 2H เท่านั้น , Grass/Gravel/Snow สำหรับการขับบนทางออฟโรดที่มีพื้นผิวลื่น และเป็นหลุมบ่อ ระบบจะให้ออกตัวด้วยเกียร์ 2 เพื่อป้องกันรถลื่นไถล พวงมาลัยอยู่ในโหมด Normal ระบบขับเคลื่อนใช้ได้เฉพาะ 4H เท่านั้น , Mud/Sand ระบบจะปรับการตอบสนองของระบบควบคุมการลื่นไถลให้เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวที่มีความลึกและนุ่มสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ เน้นใช้เกียร์ต่ำเพื่อเพิ่มแรงบิดแรงขับเคลื่อนที่ล้อ

พวงมาลัยไฟฟ้าอยู่ในโหมด Comfort ใช้กับระบบขับเคลื่อน 4H และ 4L ,Baja ระบบจะปรับการตอบสนองให้เหมาะกับการขับแบบออฟโรดความเร็วสูง ตัดระบบป้องกันล้อหมุนฟรีเพื่อไม่ให้แทรกแซงการทำงานของเครื่องยนต์ ปรับการทำงานของเกียร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ค้างรอบเครื่องไว้นานขึ้น และเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำเร็วกว่าปกติ พวงมาลัยไฟฟ้าอยู่ในโหมด Base ส่วนระบบขับเคลื่อนใช้ได้ทั้ง 2H, 4H และ 4L , Rock ใช้ขับบนพื้นผิวในเขตภูเขาลาดชัน ต้องใช้ความเร็วต่ำ เน้นการควบคุมรถให้ขับเคลื่อนไปอย่างช้าๆ ระบบเกียร์ใช้เฉพาะเกียร์ต่ำเท่านั้น พวงมาลัยอยู่ในโหมด Comfort ระบบขับเคลื่อนแบบ 4L เท่านั้น

ส่วนเครื่องยนต์เป็นแบบ Bi-turbo ขนาด 2.0 ลิตร 213 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร ถือว่าเยอะพอดูส่วนความแข็งแกร่งนั้นเราคงไม่มีข้อสงสัย เพราะฟอร์ดทดสอบด้วยความเข้มข้น ใช้เทอร์โมไซเคิล (Thermo cycle) นี้ เป็นการทำให้เทอร์โบทั้ง 2 ลูกร้อนจัด จนกลายเป็นสีแดงนาน 200 ชั่วโมงติดต่อกัน ด้วยลูกปืนเทอร์โบที่มีประสิทธิภาพและเทอร์โบแรงดันต่ำที่ระบายความร้อนด้วยน้ำ จึงทำให้เครื่องยนต์สามารถทนต่ออุณหภูมิระดับสูงมากได้ ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างเทอร์โบแรงดันสูง (HP) ที่เชื่อมต่อกับเทอร์โบแรงดันต่ำ (LP) ที่มีขนาดใหญ่กว่า และถูกควบคุมด้วยวาล์วบายพาสที่ทำหน้าที่ควบคุมลำดับการทำงานของเทอร์โบทั้งสองลูกโดยขึ้นอยู่กับความเร็วของเครื่องยนต์ เมื่อรอบเครื่องยนต์ต่ำ เทอร์โบทั้ง 2 ตัว

ระบบความปลอดภัยระดับสูงทั้งแบบแอคทีฟและพาสซีฟ รวมถึงระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยทำงานร่วมกับฟังก์ชั่นลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ นอกจากนี้ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Program) จะคอยช่วยเมื่อเข้าโค้งหรือเบรกกะทันหันจนรถเริ่มเสียการทรงตัว ระบบนี้ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (Trailer Sway Control) ระบบช่วยออกตัวขณะจอดรถบนทางลาดชัน (Hill Launch Assist) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน (Hill Descent Control) และระบบควบคุมการบรรทุก (Load Adaptive Control) กล้องมองหลังแสดงภาพบนจอแอลซีดีขนาด 8 นิ้ว ซึ่งทำงานร่วมกับสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง จึงช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจได้ไม่ว่าจะจอดรถในที่ใดก็ตาม และยังมีระบบผ่อนแรงฝากระบะท้าย (EZ Lift Tailgate) ด้วยกลไกผ่อนแรง จะช่วยผ่อนแรงของผู้ใช้ลงไป 66 เปอร์เซ็นต์

สรุปความรู้สึกหลังอยู่ด้วยกันหลายวัน ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์(Ford Ranger Raptor) คือรถกระบะสมรรถนะสูงที่ทรงประสิทธิภาพของจริง ไม่ใช่มีแค่ชื่อ ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์(Ford Performance) เป็นรถคันใหญ่ทำให้คนขับออฟโรดไม่เป็นก็ขับได้ แม้จะผู้หญิงตัวเล็กๆก็ขับได้ง่าย ให้อธิบายความรู้สึกอาจยาวไป เอาเป็นว่า ราคา1.699 ล้านบาท ถ้าคุณพร้อม รถคันนี้ถือว่าคุ้มราคาครับ ถ้าคุณขับแล้วจะหลงเสน่ห์

ข้อมูลเทคนิค

รุ่นรถ Ford Ranger Raptor

แบบตัวถัง 4x4 กระบะสมรรถนะสูง

มิติ(กว้าง xยาว x สูง มม.) 2,180 x5,398 x 1,873

เครื่องยนต์

ประเภท Bi-Turbo

ความจุ 2.0 ลิตร

ความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชัก 84.01 x 90.03 มม.

แรงม้าสูงสุด** 213 แรงม้า (PS) ที่ 3,750 รอบต่อนาที

แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,000 รอบต่อนาที

ระบบส่งกำลังและเกียร์ อัตโนมัติ 10 สปีด

พวงมาลัย เพาเวอร์ไฟฟ้า

ความเร็วสูงสุด 180 กม./ชม. (โดยประมาณ)

0-100 กม/ชม. -

ช่วงล่าง Coil Over Shocks โช้คอัพ Fox Shocks

โหมดการขับ 6โหมด Normal, Sport, Mud/Sand,Comfort,Rock,Baja

ระบบขับเคลื่อน    4 ล้อหลัง

ความจุถังน้ำมัน 91 ลิตร

ขนาดยาง

ด้านหน้า All-terrain BFGoodrich 285/70 R17

ด้านหลัง All-terrain BFGoodrich 285/70 R17

ระบบเบรก

หน้า 332 x 32 มม. 

ด้านหลัง 332 x 24 มม.

ผู้จำหน่าย ฟอร์ด ประเทศไทย 

เว็บไซต์ www.ford.co.th