• 5 March 2020 at 19:08

นิสสัน “Go Anywhere” ตะลุยมาเลเซีย

      คาราวานนิสสัน ตะลุยมาเลเซียบนเส้นทางที่ท้าทายและน่าตื่นเต้น ของนิสสัน ประเทศไทย ที่พาสื่อมวลชน 78 คน เดินทางชมความงดงามรอบประเทศมาเลเซีย เพื่อผจญภัยด้วยรถยนต์นิสสันทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ นิสสัน เทอร์ร่า นิสสัน นาวารา และ นิสสัน เอ็กซ์เทรล ที่พร้อม “ลุยได้ทุกที่” ด้วยสมรรถนะเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลังและอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยม ตลอดทริปเป็นเวลา 8 วัน 7 คืน รวมระยะทางทั้งสิ้นกว่า 2,000 กิโลเมตร 

        กิจกรรม นิสสัน “Go Anywhere” ณ ประเทศมาเลเซีย เริ่มต้นจากสื่อมวลชน กลุ่มแรก ด้วยการขับรถบนทางหลวงจากอำเภอหาดใหญ่ ไปยังชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่ด่านสะเดา หลังจากนั้นขบวนคาราวานได้เดินทางเข้าสู่รัฐเกอดะฮ์ (Kedah) ประเทศมาเลเซีย ก่อนเดินทางไปยังภูเขาเจไร (Mount Jerai) ปราสาทเคลลี (Kellie's Castle) และกรุงกัวลาลัมเปอร์ จนส่งไม้ต่อให้สื่อมวลชนไทย Groupสอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสำหรับกลุ่มของเรา

 

       สื่อมวลชนไทยกลุ่มสอง เมื่อได้แตะมือรับไม้ต่อจากกลุ่มแรกเรียบร้อยแล้ว เราก็เริ่มต้นทริปตะลุยมาเลเซียในครั้งนี้ด้วยการฟังบรีฟเส้นทางจากทีมนิสสัน ถึงเส้นทางและระยะทางรวมตลอดทริปทั้งสิ้นของกลุ่มสอง คือ 651 กิโลเมตร โดยเริ่มต้นการเดินทางของทริปสองนี้จากเมืองกัวลาลัมเปอร์มุ่งหน้าไปยังเมืองมะละกา (Malacca) ผ่านเมืองปุตราจายา (Putrajaya) แล้วจบลงที่เมืองกวนตัน (Kuantan) พร้อมส่งไม้ต่อให้กลุ่มสาม คือกลุ่มสุดท้ายที่จะเดินทางขับจากเมืองกวนตันผ่านเมืองกัวลาตรังกานู (Kuala Terengganu) ไปยังรัฐปีนัง (Penang) ก่อนที่จะข้ามชายแดนด่านสะเดากลับสู่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ประเทศไทย 

 

       กลุ่มสองเริ่มเดินทางจากกัวลาลัมเปอร์ไปยังเมืองมะละกา ซึ่งเราได้รับการวางตำแหน่งให้เป็นผู้ขับไม้แรก โดยใช้รถยนต์นิสสัน เทอร์ร่า รุ่น 2.3 VL 4x4  190 แรงม้า เป็นรถอเนกประสงค์เอสยูวี 7 ที่นั่ง ที่มีจุดเด่นในด้านความกว้างขวางภายในห้องโดยสาร และทุกที่นั่งมีพื้นที่ในการยืดขาที่กว้างมาก แถมทุกที่นั่งสามารถปรับเอนเพื่อการพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ โดยภายในห้องโดยสารมีความทันสมัย ที่สามารถมอบทั้งความสบายและอรรถประโยชน์ของการใช้งานให้ทั้งผู้ขับและผู้โดยสารได้เป็นอย่างดี

       ในช่วงแรกจะเป็นการเดินทางบนถนนไฮเวย์ เรียกง่ายๆก็คือขับบนทางด่วน หรือทางมอเตอร์เวย์บ้านเรานั่นเอง สภาพถนนค่อนข้างดี การเดินทางสะดวก รถไม่ค่อยเยอะจนเราขับไปถึงจุดหมายแรกตามกำหนดการได้อย่างสบายๆ

       ตลอดการเดินทางในวันแรกจากเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ มุ่งหน้าสู่รัฐมะละกา ประตูดินแดนแห่งประวัติศาตร์ของมาเลเซีย  เราก็ขับไปกว่า 200 กิโลเมตร แบบชิลๆ ด้วยรถยนต์นิสสัน เทอร์ร่า ที่พาพวกเราตะลุยเมืองหลวงในมาเลเซียได้อย่างสนุกสนานแบบขบวนคาราวาน บางช่วงจังหวะของการเดินทางอาจจะต้องมีการขับเร่งแซงรถคันข้างหน้าเพื่อให้รถของเราไม่หลุดขบวน นิสสัน เทอร์ร่า ก็สามารถโชว์ศักยภาพในอัตราเร่งแซงที่ตอบสนองได้ดั่งใจเป็นอย่างดี และยังมีเทคโนโลยีเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทางอัจฉริยะ (ILDW) ที่จะแจ้งเตือนด้วยสัญญาณภาพและเสียงเมื่อรถของเราเคลื่อนที่ออกนอกช่องทาง โดยระบบจะทำงานเมื่อมีการขับเคลื่อนด้วยความเร็วมากกว่า 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยิ่งทำให้เรารู้สึกได้ถึงความปลอดภัยตลอดเส้นทาง

       ซึ่งในวันแรกการเดินทางส่วนใหญ่เป็นถนนทางเรียบบนไฮเวย์ ทำให้เราได้มีโอกาสได้ลองใช้ความเร็วเมื่อเท้าเตะคันเร่งเพิ่มความเร็วเมื่อไหร่พละกำลังของเจ้านิสสัน เทอร์ร่า ก็มีมาเติมให้เห็นตลอดเวลาถึงแม้ว่านิสสัน เทอร์ร่า จะเป็นรถที่มีขนาดใหญ่แต่ขอบอกว่าวิ่งดี แรงดีไม่มีอืดนะคะ  สามารถขับตามขบวนคาราวาน นิสสัน “Go Anywhere” ได้แบบสบายๆ ตามคอนเซ็ปต์ของทริป “ลุยได้ทุกที่” จริงๆ

 

       ความสะดวกสบายของเส้นทางทำให้เราได้เห็นถึงความเจริญรุ่งของเมืองกัวลาลัมเปอร์  ขับเพลินๆตามขบวนมาเราก็ถึงจุดแวะพักที่แรก คือ Port Dickson Waterfront หรือ PD Waterfront ซึ่งที่นี่เป็นเหมือน Downtown ของเมือง Port Dickson (Malacca) ใน Malaysia ถ้าเทียบกับบ้านเราเหมือนเป็น Avenue ที่ติดริมทะเลยังไงอย่างนั้น กิจกรรมที่สามารถทำได้ที่นี่คือ ดูพระอาทิตย์ตกดินกับทะเล เพียงแต่ที่นี่ไม่มีชายฝั่งริมทะเลให้ลงไปเดินเล่นแบบทะเลหัวหินบ้านเรานะคะ

       เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นจุดแวะพักรถของเราเฉยๆ ด้วยเวลาประมาณบ่ายสามโมงกว่าๆ ที่เรามาถึง PD Waterfront สิ่งที่ทุกคนในทริปแทบจะทุกคนทำกัน คือเรียกให้ช่างภาพหรือเพื่อนร่วมทริปช่วยเก็บภาพเป็นที่ระลึกกับป้าย PD Waterfront  ภาษาอังกฤษตัวใหญ่ๆ กันสักหน่อย

       พร้อมแวะพักดื่มกาแฟในร้านสตาร์บัคส์ ที่ตั้งบริการนักท่องเที่ยวอยู่ในนั่น ก่อนที่จะออกเดินทางกันต่อเพื่อไปล่องเรือชมเมืองมะละกากัน

ทุกสิ่งปลูกสร้างล้วนมีเรื่องราว ยิ่งยาวนานยิ่งมีคุณค่า เดินทางมาถึงเมืองมะละกา (Melaka) ประเทศมาเลเซียเมืองมรดกโลก เมืองเล็กๆสุดชิค ช่วงเย็นก่อนมื้อค่ำพวกเรายังพอมีเวลาก็ขอเดินชมเมืองมะละกา

       ชมความสวยงามของอาคารบ้านเรือนสไตล์ชิโนโปรตุกีส รวมถึงการแต่งแต้มสีสันด้วยภาพวาดบนผนังจากเหล่าศิลปินต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับเมืองมะละกาแห่งนี้

       และกิจกรรมพิเศษพลาดไม่ได้สำหรับไฮไลท์ของทริปนี้ ที่ทางนิสสันได้เตรียมไว้ให้ คือการล่องเรือยามเย็น ชมอาคารบ้านเรือนที่เต็มไปด้วยสีสันของตึกอาคารบ้านช่องสองข้างทางฝั่งแม่น้ำ ที่ดูสวยสด งดงามตระการตา จนทุกคนต้องหยิบมือถือ หรือกล้องถ่ายรูปที่ติดตัวมาบันทึกภาพสวยๆเอาไว้

       โพสลงใน Facebook กันสักหน่อยค่ะ หลังจากล่องเรือชมความงดงามของเมืองมะละกากันจุใจแล้ว พวกเราก็เตรียมตัวไปรับประทานอาหารมื้อค่ำที่ Hard Rock Café ก่อนเข้านอนเพื่อเตรียมตัวเดินทางต่อในวันพรุ่งนี้

       ชาร์จพลังแบตกันเต็มที่แล้ว วันที่สองของการเดินทาง คราวนี้เราได้เปลี่ยนรถมาขับเป็น นิสสัน นาวารา 2.5 VL 4X4 ปิกอัพคันโตกันบ้าง  ซึ่งเป็นรถปิกอัพทรงพลังและอัตราเร่งดีเยี่ยม จากระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ช่วยเพิ่มพละกำลังของเครื่องยนต์ดีเซลขนาดความจุ 2.5 ลิตร 190 แรงม้า ที่สอดคล้องกับแนวคิดไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่ 'ลุยได้ทุกที่'  เริ่มต้นในช่วงเช้าเราได้เป็นผู้ขับก่อนที่จะย้ายตำแหน่งมาเป็นผู้โดยสารดูบ้าง

       จากเมืองมะละกา มุ่งหน้าสู่ E8 เอ็กซ์เพรสเวย์ ที่จะพาเราเข้าสู่เทือกเขาสันกาลีคีรี หรือภาษามลายูเรียกว่า "บันจารันตีตีวังซา" (Banjarantitiwangsa)  เป็นเทือกเขาที่กั้นพรมเเดนประเทศไทยกับประเทศมาเลเซียที่เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขารัฐเปรักของมาเลเซีย และยังถือเป็นกระดูกสันหลังของคาบสมุทรมลายู

โดยช่วงเช้าเส้นทางจะเป็นถนนทางเรียบคล้ายเมื่อวานก่อนจะได้มาลองขับในเส้นทางแบบ Off Road ในช่วงสายๆกัน แหมจะให้เราเดินทางผ่านแต่ทางเรียบๆเดียวมันจะง่ายเกิดไป ทางนิสสันจึงจัดเส้นทางแบบ Off Road ให้เราได้ลองสัมผัสถึงสมรรถนะอันโดดเด่นของรถยนต์นิสสันทั้ง 3  รุ่น

       แต่รุ่น ที่เราได้นั่งกัน คือรุ่น นิสสัน นาวารานะคะ เมื่อเดินทางเข้าสู่เทือกเขาบันจารันตีตีวังซา ซึ่งเป็นเส้นทางสภาพของป่าไม้ตลอดเส้นทางมีความอุดมสมบูรณ์ เส้นทางมีทั้งทางขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ หรือแม้แต่ แอ่งลำธารน้อยใหญ่ที่มีความท้าทาย ขบวนทดสอบของสื่อมวลชนก็สามารถผ่านลุยฝ่าไปได้ เพื่อมุ่งหน้าไปยังแค้มป์ปิ้งจุดรับประทานอาหารกลางป่าในมื้อกลางวัน 

       ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (Shift-on-the-fly 4-wheel Drive & 4LO) ของนิสสัน นาวารา ทำได้อย่างสะดวกง่ายดายเพียงแค่หมุนปรับระบบขับเคลื่อน 2 ล้อเป็น 4 ล้อ แค่นี้นิสสัน นาวารา ก็ส่งมอบแรงบิดเครื่องยนต์เต็มกำลังไปยังล้อหลังทั้ง 2 ล้อ ให้เป็นการขับเคลื่อน 4 ล้อ เราก็สามารถลุยผ่านทางขรุขระ ลุยน้ำลุยลำธารมาได้อย่างสบาย

 

       

       หลังจากรับประทานอาหารกลางวันสุดแสนอร่อยเสร็จเรียบร้อยแล้ว (แฮปปี้สุดๆๆขอบอก)  จากนั้นเราวิ่งกลับในเส้นทางหุบเขามุ่งหน้าสู่เมืองกวนตัน เมืองท่องเที่ยวชายทะเลฝั่งตะวันออก

 

       ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวอีกแห่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมมากัน พร้อมพักผ่อนริมทะเลที่โรงแรม  Hyatt  Regency Kuantan Resort ที่ทางทีมนิสสันจัดเตีรยมไว้ให้เพื่อส่งต่อความสุขและความท้ายทายให้กลุ่มสามต่อไป

 

       จบทริป นิสสัน “Go Anywhere” ตะลุยมาเลเซีย Group 2 ขอส่งไม้ต่อให้ Group 3 ในเส้นทางจากเมืองกวนตันผ่านเมืองกัวลาตรังกานู (Kuala Terengganu) ไปยังรัฐปีนัง (Penang) ก่อนที่จะข้ามชายแดนด่านสะเดากลับสู่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ประเทศไทย โดยสวัสดิภาพ  

       และฉันคงต้องกลับมาทบทวนอีกครั้ง ว่าจะเลือกยานพาหนะแบบเดิมๆ หรือจะเลือกในแบบที่มันคุ่มค่า ลุยได้ทุกที่กับทุกไลฟ์สไตล์ อย่างรถยนต์นิสสันทั้ง 3 รุ่นนี้ นิสสัน เทอร์ร่า นิสสัน นาวารา และ นิสสัน เอ็กซ์เทรล “เลือกในสิ่งที่ใช่ ใช้ในสิ่งที่ดี” กันนะจ๊ะ