• 15 February 2021 at 15:09

STORY/ PHOTO : PIYAWAT CHITMA

 

FORD RANGER XL STREET 2.2 MT

โฉมใหม่สไตล์เรซซิ่ง เจาะกลุ่มคนชอบแต่ง…หวังแบ่งตลาดรวม

มันคือความสวยในแบบฉบับสปอร์ตที่ฟอร์ดตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดไปในตลาดกระบะของเมืองไทย ฟอร์ดจึงไม่ปล่อยให้กลุ่มตัวเตี้ยหน้าหล่อลอยนวล จึงทำการปรับโฉมครั้งใหญ่เพื่อดันรุ่นล่างออกมาสู้ เสริมลุคสปอร์ตด้วยสติ๊กเกอร์แท้จากโรงงาน

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าฟอร์ดเองเจอเรื่องจุกจิกมาโดยตลอดทั้งเรื่องเกียร์หรือเครื่องยนต์ประสบปัญหาต่างๆจนกลายเป็นจุดอ่อนให้หลายคนพูดถึงอยู่เรื่อย แต่จะว่าไปแล้วก็ยังมีกลุ่มคนที่ยังคงเชื่อใจในประสิทธิภาพของรถฟอร์ดมาโดยตลอดไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความประณีตความแข็งแกร่งด้านการออกแบบ รวมถึงการทำรถให้เป็นรถที่ขับง่ายในทุกรุ่นของฟอร์ดจึงกลายเป็นจุดเด่นของค่ายไปเลย ดังนั้นใครก็ตามถ้าได้สัมผัสกับฟอร์ดรุ่นใดแล้วก็ตามมักจะตกหลุมรักได้ง่ายๆ

 

เพื่อให้ทุกอย่างเดินไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด นอกจากเปิดตัวรถ FORD RANGER XL STREET 2.2 MT ฟอร์ดยังได้เปิดตัวนิยามใหม่ของการใช้ชีวิตแบบเรนเจอร์ ภายใต้แนวคิด ‘Live The Ranger Life’ ที่สะท้อนความแข็งแกร่งจากภายในสู่ภายนอก บ่งบอกตัวตนของเจ้าของรถฟอร์ด เรนเจอร์ ภายใต้ 5 รูปแบบการใช้ชีวิตที่มีเอกลักษณ์ ประกอบด้วย พร้อมลุยเสมอ (Up and Over),พร้อมช่วยเหลือ (Can’t Help But Help), สร้างเส้นทางในแบบคุณ (Where There Isn’t a Path Carve One), ส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่ร่วมเดินทางไปกับเรา (Bring Others Along the Journey) และสนุกกับทุกสิ่งที่ทำ (We Make Our Own Fun) ซึ่งทั้งหมดนี้ต่อไปในอนาคตจะเป็นตัวสร้างความชัดเจนด้านคาแร็คเตอร์ของฟอร์ดทุกรุ่นเพื่อความมั่นใจในทุกด้าน

ในกลุ่มตัวเตี้ยหน้าหล่อโตโยต้าถือครองตลาดนี้อย่างต่อเนื่องทำให้ตลาดนี้หอมหวนเพราะเขาเลือกจะลบความรู้สึกจากตัวล่างให้เป็นรถที่มีสไตล์ขึ้นมาอย่างแนบเนียน ซึ่งฟอร์ดเองก็ไม่ปล่อยให้ตลาดนี้ถูกครอบครองเพียงเจ้าเดียวเช่นกัน เพราะล่าสุด FORD RANGER XL STREET 2.2 MT ก็เผยโฉมออกมาแล้วเช่นกัน ซึ่งเขามาพร้อมกับการปรับโฉมเรนเจอร์ ใหม่ และเอเวอเรสต์ ใหม่ ทั้งไลน์อัพ 

RANGER XL STREET 2.2 MT เป็นกระบะตอนครึ่งตัวเตี้ยแต่งพิเศษ เป็นรุ่นย่อยใหม่ล่าสุด ด้วยดีไซน์สปอร์ตรอบคันสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการออกแบบที่โดดเด่น มีสไตล์ ผลงานของทีมดีไซเนอร์ของฟอร์ดจากออสเตรเลีย ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งฟอร์ด เรนเจอร์ ของทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง (Ford Thailand Racing - FTR) มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร ผสานเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และตัวเลือกสีภายนอก 4 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน ไลท์นิ่ง บลู สีเงินอะลูมิเนียม เมทัลลิค สีขาวอาร์กติก ไวท์ และสีดำแอบโซลูท แบล็ค

ทั้งนี้การเพิ่มรุ่น XL STREET เข้ามาอยู่ในไลน์อัพไม่ใช่เพียงแค่การหวังเพิ่มยอดขายอย่างเดียวเท่านั้นแน่นอน เพราะครั้งนี้เขายังมาพร้อมกับระบบส่งกำลังที่ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น โดยรุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ทุกคันจะได้รับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังนาน 10 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) ซึ่งนี่คือการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ทุกคนซึ่งยังเป็นการลบภาพจำว่าฟอร์ดชอบมีปัญหาทั้งเครื่องยนต์และระบบเกียร์ แล้วยังรวมไปถึงการที่ฟอร์ดประเทศไทยส่งทีมแข่งร่วมลงชิงชัยในรายการแข่งขันของเมืองไทย ลุยกลุ่มมอเตอร์สปอร์ตเต็มตัวเรียกว่าต้องการพิสูจน์ให้เห็นถึงสมรรถนะอันแข็งแกร่งและความทนทานของเครื่องยนต์ 

XL STREET มาพร้อมกับความแปลกตาออกไปจากที่เคยเห็น คือมาพร้อมกับสติ๊กเกอร์ขนาดใหญ่คาดทับกลางตัวรถตั้งแต่กระจังหน้าผ่านฝากระโปรงถึงบนหลังคาต่อเนื่องไปจนถึงฝาท้าย ตัดขอบด้วยสีแดง ชุดกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ทรงสี่เหลี่ยมคางหมูพร้อมรังผึ้งออกแบบใหม่สีดำเงาและช่องดักลมด้านข้างแบบใหม่ทั้งสองด้านตัดขอบด้วยสีแดงเพื่อให้เข้ากับสติ๊กเกอร์ ด้านข้างตัวรถมีสติ๊กเกอร์ด้วยเช่นกันโดยเริ่มจากซุ้มล้อหน้าต่อมาถึงซุ้มล้อหลังแต่ไม่ถึงขอบกระบะ เป็นสีขาวสลับกับสีแดงเช่นกัน ความพิเศษอีกอย่างของสติ๊กเกอร์ทั้งหมดที่เราเห็นอยู่นี้ไม่สามารถซื้อได้ทั่วไปหรือไปให้ร้านตัดสติ๊กเกอร์ทั่วไปเพราะว่านี่เป็นทีมงาน Ford Australia เป็นผู้ออกแบบมาให้ตลาดเมืองไทยโดยเฉพาะเพื่อให้สอดคล้องกับฟอร์ดเพอร์ฟอร์มานซ์ แล้วไม่ต้องกังวลเรื่องความทนทานเพราะเขาออกแบบมาให้ทนความร้อนของเมืองไทยได้อย่างดี 

ไม่เพียงแค่ชุดกระจังหน้าเท่านั้นที่เป็นสีดำ เพราะมือเปิดประตู และกระจกมองข้างก็เป็นสีดำไม่มีไฟเลี้ยวติดที่กระจกพับแบบแมนนวลไม่มีระบบไฟฟ้าแต่ถ้าปรับระดับเป็นระบบไฟฟ้า ส่วนชุดกันชนหน้าเป็นสีเดียวกับตัวรถถือว่าเท่มากมองดูดีๆผมว่าเขาก็มีความดุดันเอาการอยู่เหมือนกัน ยิ่งเมื่อได้อยู่กับล้ออัลลอย สีดำ ขนาด 16 นิ้ว  พร้อมยาง 255/70 R16 ล้อก็เป็นสีดำยิ่งเสิรมลุคสปอร์ตมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามภายนอกของเขาบางท่านอาจดูว่าไม่มีอะไรหวือหวามาก อย่างไรก็ตามเราต้องทำความใจด้วยว่าคนส่วนหนึ่งของกลุ่มนี้ซื้อไปแล้วมักจะต้องนำไปแต่งเพิ่มเติมตามแบบฉบับสายซิ่ง สำหรับผมคิดว่าแค่นี้ถือว่าลงตัวพอสมควรแล้วเรียกว่าเท่เลยแล้วกัน มาดูกันต่อถึงภายในห้องโดยสารถือว่าไม่มีอะไรเร้าใจมากแต่ฟอร์ดยังมีจอแบบเดียวกันกับรุ่นอื่นเป็นหน้าจอระบบสัมผัส Touchscreen ขนาด 8 นิ้วรองรับ Apple CarPlay / Android Auto ช่องเชื่อมต่อ AUX / USB 2 ตำแหน่ง ระบบเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน Emergency Assistance เพียงแต่ฟังก์ชั่นไม่เท่ากันเช่นระบบนำทางเป็นต้น ภายในห้องโดยสาร โทนสีดำเบาะนั่งคนขับ และ ผู้โดยสารตอนหน้า ปรับด้วยมือ 4 ทิศทาง เบาะนั่งหุ้มด้วยผ้ามีระบบเซ็นทรัลล็อค กระจกหน้าต่างไฟฟ้า One-touch ฝั่งคนขับ มีไฟอ่านแผนที่มาให้ส่วนระบบปรับอากาศแบบธรรมดา ช่องชาร์จไฟ 12V หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID Dot-Matrix ขนาด 2.3 นิ้ว พวงมาลัยสีดำสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย แล้วก็ยังมีชุดลำโพง 6 ตำแหน่ง ห้องโดยสารตอนหลังเข้าออกได้สะดวกเพราะแคปเปิดได้ กล่องเก็บของและอุปกรณ์ด้านหลังออกแบบมาดีมีประณีตแต่ถ้าจะนั่งต้องเพิ่มเบาะนั่งแล้วก็รวมถึงเข็มขัดนิรภัย 

ด้านขุมพลังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว Duratorq TDCi ขนาด 2.2 ลิตร 2,198 ซีซี พร้อมเทอร์โบแปรผัน แบบมีครีบ VG Turbo พร้อม Intercooler 160 แรงม้า ที่ 3,200 รอบ/นาที แรงบิด 385 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 2,500 รอบ/นาที จับคู่เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลัง แม้จะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตรไม่ได้จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ก็ตามตัวผมเองทันทีที่ได้ทดลองขับครั้งแรก สิ่งที่สัมผัสได้คือแรงบิดของเครื่องยนต์ ออกแรงดึงค่อนข้างดีถึงดีมากบางคนอาจจะงงปรกติรถที่เป็นเกียร์แมนนวลเวลาจะสตาร์ทเครื่องยนต์ก็แค่บิดกุญแจ แต่สำหรับฟอร์ด XL STREET คือคุณต้องเหยียบคันเบรกและคลัทช์พร้อมกันแล้วถึงจะสตาร์ทได้ซึ่งคลัทช์จะต้องเหยียบลงไปให้แรง

ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับบางครั้งอาจจะเผลอไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่าง ส่วนเกียร์R หรือเกียร์ถอยหลังเราต้องเกี่ยววงแหวนบริเวณหัวเกียร์แล้วยกขึ้นดันออกด้านซ้ายแล้วดันขึ้นคล้ายตำแหน่งเกียร์ 1 น้ำหนักเกียร์ไม่ได้หนักอย่างที่คิดเข้าเกียร์ อัตราเร่งทำได้ดีต่อเนื่องช่วงล่างเซ็ตมาไม่นุ่มเกินไปแล้วก็ไม่แข็งเกินไปขณะเดียวกันในย่านความเร็วสูงเรากับรู้สึกถึงการยึดเกาะถนนดีพอตัว 

ตำแหน่งการนั่งของผู้ขับถือว่าสูงมองเห็นได้ชัดเจนไม่ได้รู้สึกเบาะปรับสูงต่ำไม่ได้กระจกมองข้างบานใหญ่ ชอบตรงที่เชื่อมต่อ Apple CarPlay และรองรับ Android Auto ได้ถือว่าสะดวกมาก ดูได้ทั้งแผนที่และฟังเพลงครบ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS ,ระบบกระจายแรงเบรก EBD,ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่งและระบบกุญแจ Immobilizer

สรุปความรู้สึกหลังได้ทดสอบ Ford Ranger XL Street 2.2 MT ราคา 6.69 แสนบาท สิ่งที่ผมชอบและพูดอยู่เสมอคือสัมผัสแรกเมื่อเราได้ขับรถฟอร์ดทุกรุ่นคือเรื่องของน้ำหนักพวงมาลัยถือว่าเบาเพราะเขาเลือกใช้พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า EPAS เครื่องยนต์แม้จะเป็น 2.2 ลิตรแต่เชื่อเถอะเรื่องความแรงทำได้ดีมากดีจนคิดว่าไม่น่าจะทำอะไรเพิ่ม ขณะเดียวกันยิ่งเมื่อเดินทางไกลเรื่องความประหยัดยังต้องยกนิ้วให้ ทำได้ดีเกินคาดถือว่าน่าสนใจ ถึงอย่างไรก็ตามฟอร์ดก็ย้ำชัดถึงเรื่องความแข็งแกร่ง หลังจากนี้ต้องดูกันยาวๆไปว่าเครื่องบล็อกนี้จะทนทานขนาดไหนถ้าต้องเจอเพิ่มบูสต์ดันรางของสายแรงตามสไตล์ตัวเตี้ยหน้าหล่อ

ข้อมูลเทคนิค

รุ่นรถ FORD RANGER XL STREET 2.2 MT

แบบตัวถัง กระบะ(PICUP) 

มิติ(กว้าง xยาว x สูง มม.) 1,867 x 5,376 x 3,220

แบบเครื่องยนต์ Duratorq TDCi 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว  เทอร์โบชาร์จเจอร์พร้อมอินเตอร์คูลเล่อร์

ขนาด          2.2 ลิตร

กำลังสูงสุด 160  แรงม้า ที่ 3,200 รอบต่อนาที

แรงบิดสูงสุด  385 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 รอบต่อนาที

ระบบส่งกำลัง  เกียร์ธรรมดา(Manual) 6 Speed 

ระบบขับเคลื่อน  ล้อหลัง

พวงมาลัย  แร็คแอนด์พิเนียน พาวเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า(EPAS)

ความเร็วสูงสุด 180 กม./ชม.(โดยประมาณ)

ความจุถังน้ำมัน 80 ลิตร

ขนาดยาง/หน้า/หลัง 215/70 R16

ช่วงล่าง  

หน้าอิสระปีกนกสองชั้นพร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง(MacPherson Struts)

หลัง แหนบแผ่นซ้อนกันพร้อมเหล็กกันโคลง

ระบบเบรกหน้า/หลัง   ดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อน/ดรัมเบรก ABS/EBD & EBA

เว็บไซต์ www.ford.co.th